“ไอ้ครั้น พ่อล่ะ”
“พ่อมึงเข้าฌานไปแล้ว”
“แต่วันพรุ่งโน้นมิใช่หรือ ถึงจะเป็นวันพระใหญ่ ทำไมพ่อถึงได้เข้าฌานไวนัก”
“กูไม่รู้ดอก รู้แค่พ่อครูสั่งไว้ ห้ามมึงลงจากเรือนเด็ดขาด จนกว่าพ่อครูจะออกมาจากฌาน” ไอ้ครั้นวางกระทงเลือดเครื่องเซ่นสำหรับเลี้ยงผีลงไปริมรั้วกระถิน พร้อมทั้งปักธูปกำใหญ่ลงไปบนดินแข็ง ปากบ่นท่องมนต์เลี้ยงผีตามหน้าที่ของมัน
“พ่อบอกหรือเปล่าจะออกจากฌานเมื่อไหร่”
“กูจะไปรู้พ่อมึงหรือ ไอ้ทองมึงเองก็เถิดขึ้นเรือนไปเสีย ประเดี๋ยวก็โดนพ่อมึงเอาแส้ฟาดหลังขาดเข้าอีก กูขี้เกียจยืนสมน้ำหน้ามึง ทั้งยังต้องไปต้มยาบดไพรมาให้มึงทาแผลอีก ไปขึ้นเรือน...” ไอ้ครั้นยกตีนขึ้นมาเตะตูดเนื้อทองไล่ให้เด็กน้อยขึ้นเรือน
เด็กน้อยผู้มีใจกุศลมานั่งเฝ้าอยู่ปากประตูห้องของผู้เป็นพ่อ ด้วยความหวังว่าพ่อจะออกจากฌานมาเอ่ยปากอนุญาตให้ตนไปทำบุญได้ในวันพระใหญ่ หัวอกหัวใจนั้นร้อนรุ่มจนนั่งไม่เป็นสุขเพราะรู้ว่าเมื่อพ่อเข้าฌานลึกลงไปอย่างนี้จะถอดจิต ตัดสิ้นซึ่งโลกภายนอก ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย พายุพัดมาหอบกายหยาบปลิวหายไป หากไม่ถอนจิตกลับคืนร่างเดิมเสียแล้ว เรียกเท่าไหร่พ่อก็ไม่ได้ยิน เป็นอย่างนี้ทุกคราว เมื่อพ่อเข้าฌานถอดจิต ไอ้ครั้นจึงจำเป็นต้องมาคอยนั่งเฝ้าหน้าห้อง เพื่อป้องกันคนคิดไม่ซื่อมาทำร้าย
กายหยาบของอาจารย์ให้ปลอดภัย เพราะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ คนเก่งกล้ามีวิชาถอดจิตหายไปนานๆ กลับมาเสือคาบร่างไปกินบ้าง โจรมาปาดคอทิ้งเสียบ้าง
“ดึกป่านนี้มึงไม่ไปนอนหรือไง”
“กูอยากรอพ่อ”
“ไม่ไปทำบุญปีเดียวเท่านั้น มันไม่ถึงกับตายหรอก แต่ถ้ามึงไม่เชื่อพ่อครู ระวังเถิดมึงจะถูกพ่อครูตีตายไอ้ทอง”
“กูตายสักคน มึงไม่ดีใจหรือ จะได้ไม่ต้องคอยทำลูกประคบ ต้มยาให้กูอย่างไร” เนื้อทองยกเข่าขึ้นมาชันข้าง หันไปมองค้อนให้ไอ้ครั้นเพื่อนเล่นเพื่อนหัว แถมยังเป็นลูกศิษย์หมอเสน่ห์คนเดียวกัน ต่างหน่อยก็เพราะไอ้ครั้นมันเป็นเด็กกำพร้า ส่วนตนนั้นคือลูกในไส้ของพ่อ
“แล้วถ้ามึงตาย ใครจะคอยต้มข้าว ทำขนมมาให้กูกับพ่อมึงกิน”
“มึงก็ไปกินในกระทงผีนั่นสิ” เนื้อทองพยักหน้าไปทางกระจาดวางเครื่องเซ่นเลี้ยงผี
“เอาไว้มึงตายเมื่อใด กูจะทำกระทงเครื่องไหว้ชุดใหญ่ให้มึงทีเดียว ไป...ไปนอนได้แล้ว ไม่ต้องรอพ่อมึงดอก เข้าฌานลึกอย่างนี้อีกสักสองสามวันโน่นแหละกว่าจะถอนจิตออกมาได้ แล้วมึงอย่าได้แอบหนีไปเที่ยวเล่นนะไอ้ทอง คราวนี้พ่อมึงตีตายแน่”
“แต่กูอยากไปทำบุญกฐินที่วัด”
“เออ กูรู้แล้ว ถ้าพ่อครูออกจากฌานมาเมื่อใด กูจะรีบไปปลุกมึงทันที”
แก๊ง แก๊ง แก๊ง เสียงระฆังจากวัดซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปดังเข้ามาใน โสตประสาทปลุกให้เนื้อทองซึ่งมีจิตผูกพันอยากไปทำบุญใหญ่ลุกขึ้นมาจากที่นอน เด็กน้อยวัยสิบห้าขยับลุกขึ้นมาพับผ้าจัดหมอนเรียบร้อยแล้วเดินออกมาชะโงกหน้า เห็นไอ้ครั้นนั่งหลับสัปหงกอยู่หน้าห้องของคนเป็นพ่อ เนื้อทองจึงเลี่ยงออกมาล้างหน้าล้างตาบ้วนปากสีฟัน จากนั้นต้มข้าวเตรียมสำรับเอาไว้เผื่อให้ทั้งไอ้ครั้นและพ่อกิน แม้ไม่รู้ว่าพ่อจะออกจากฌานเมื่อใด
“เนื้อทอง” นอกรั้วบ้านพรเทพเด็กวัดรูปงามวันนี้อยู่ในชุดผ้าใหม่สีสวยสดใส สมกับเป็นลูกท่านขุนร่ำรวยมีฐานะ
“พี่พรเทพ มาทำไมหรือ” เนื้อทองเดินไปเกาะรั้วยืนคุยกับชายหนุ่ม
“มารับทองอย่างไรเล่า ไปวัดกัน”
“ทองไปไม่ได้หรอก พ่อยังไม่อนุญาต” เด็กน้อยห่วงกลัวอาญาแส้หางกระเบนเหลียวหน้ากลับขึ้นไปมองบนเรือน
“แต่ว่าวันนี้วันพระใหญ่นะ ทุกปีพ่อก็ให้ทองไปไม่เคยขาดงานบุญนี่”
“แต่ทองต้องขออนุญาตพ่อก่อน พ่อสั่งไว้ห้ามไม่ให้ออกจากเรือน” เด็กน้อยก้มหน้าซ่อนสายตาเศร้าเพราะทุกปีเรื่องงานบุญ งานบวช สร้างโบสถ์ สร้างวิหารศาลา หากเนื้อทองรู้ข่าวเมื่อใดไม่มีสักครั้งที่จะนิ่งดูดายไม่ร่วมบุญกับชาวบ้าน อัธยาศัยใจบุญใจกุศลนี้เป็นที่รู้กันดีทั่วทั้งหมู่บ้าน
“ไปแค่เดี๋ยวเดียว พ่อหมอคงไม่ว่าอะไรหรอก ทุกปีพ่อหมอก็ให้ทองไปได้มิใช่หรือ”
“แต่หนนี้ พ่อบอกว่าให้รอพ่อก่อน”
“ไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันถวายผ้ากฐิน...”
เด็กหนุ่มวัยสิบแปด ปีนข้ามรั้วเข้ามาแล้วฉุดแขนเล็กให้วิ่งตาม เนื้อทองสะบัดคอเหลียวหลังกลับไปมองเรือนแล้วรู้สึกใจหายวาบเพราะรู้ว่าถ้าหากพ่อออกจากฌานเมื่อใด แล้วรู้ว่าตนเองแอบหนีออกมา คงไม่แคล้วโดนเฆี่ยนอีกเหมือนเคย แต่มือนุ่มซึ่งจับจูงตนอยู่เบื้องหน้าก็คัดค้านต่อรองว่า ไปเพียงชั่วครู่และเป็นธุระงานบุญ ไม่ได้หนีเที่ยวไปทำสิ่งไม่ดีไม่งาม อีกทั้งทุกปีพ่อก็อนุญาตไม่เคยให้ตนขาดงานกุศล หนนี้พ่อคงไม่ห้ามเช่นกัน
เด็กหนุ่มสองคนเดินจูงมือกันมาจนถึงทางเปลี่ยว ฝีเท้าเบาของคน ตัวเล็กชะงักกึก หยุดลงเมื่อเดินผ่านมาถึงป่าหว้า ทางลัดสำหรับเดินตัดไปวัดใกล้ที่สุด ไอเย็นประหลาดแผ่คลุมร่างบางให้รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาทันที ดวงตาประสาซื่อ หากแต่พอรู้เรื่องอาคมมนต์ขลังกวาดมองไปโดยรอบอย่างหวาดระแวง ไอเย็นนั้นเนื้อทองสัมผัสรู้ว่ามิได้เกิดจากสภาพอากาศอันแปรปรวนอย่างแน่นอน หากแต่เป็นเพราะมีสิ่งลี้ลับอันตาเปล่ามองไม่เห็นแอบซ่อนซุกหลบอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง
“มีอะไรอย่างนั้นหรือเนื้อทอง”
“ไม่รู้สิ ทองรู้สึกหนาวแปลกๆ” มือเล็กดึงกลับมาลูบเนื้อตัว ความรู้สึกหวิวไหวในใจประหลาด
“สงสัยลมหนาวจะมาแล้ว จริงสิทองรอพี่ตรงนี้ประเดี๋ยวนะ”
“พี่พรเทพจะไปไหนหรือ” เนื้อทองคว้าข้อมือนั้นไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินทิ้งไป
“ไปทำบุญจะไม่มีดอกไม้ของหอมได้อย่างไร ประเดี๋ยวพี่จะไปเก็บดอกบัวมาให้ ทองยืนรอพี่ตรงนี้ก่อนนะ” ลูกท่านขุนในชุดผ้าไหมใหม่ผละเดินจากไป ทิ้งให้เด็กน้อยยืนอยู่กลางทางสามแพร่ง ด้านหนึ่งเป็นป่าต้นหว้าหนาทึบ อีกฟากคือป่าหวายรกชัฏ เสียงอีการ้องทักกระตุกไหล่บางถึงขนาดก้าวเท้าเดินถอยหลัง
“เนื้อทอง”
“หือ” เสียงหวานรับคำขาน ก่อนที่ฟ้าสว่างเบื้องหน้าจะมืดสนิท กลิ่นคาวเลือดติดมากับผ้าหยาบผืนใหญ่ถูกใครบางคนโยนลงมาคลุมหัว
โพะ! โพะ! ท่อนหนาดขนาดใหญ่เท่าลำแขน ทุบลงไปบนท้ายทอยเล็กผ่านผ้าถุงเปื้อนเลือดระดูสาว สำหรับไล่อาคมทำมนต์ขลังให้เสื่อม ร่างพิการเข่าทรุดปักลงไปบนพื้น นอนชักเกร็งร่างสั่นกระตุกด้วยความเจ็บปวด คาถาบังตาซึ่งถูกอาคมคนเป็นพ่อครอบไว้เริ่มเสื่อมถอยเคลื่อนคล้อย เห็นรูปรอยเรือนร่างแตกต่างของคนพิการอัปลักษณ์สลับไปมากับร่างของเด็กหนุ่มรูปงาม กำลังดิ้นพล่านๆ นอนกระตุกอยู่ใต้ผ้าถุงคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ปึก!
หมุดเหล็กขนาดเล็กเท่าตะปูตอกโลงผี ถูกตอกปักลงไปบนกลางกระหม่อม ร่างเล็กดิ้นพล่านดีดแขนดีดขาทุรนทุราย ฝ่าตีนหยาบใหญ่สีดำเปื้อนขี้โคลนย่ำกระทืบเหยียบลงไปบนข้อเท้า เสียงกระดูกหักดังกร๊อบ พร้อมเสียงร้องโหยหวนชวนสังเวช ตะปูสะกดผีอีกสองดอกปักทะลุเสียบเข้าไปในรูหูสองข้างของร่างเนื้อทองที่ยังคงรับรู้ได้ทุกความเจ็บปวดทรมาน เลือดข้นทะลักล้นออกมาจากทวารทั้งเก้าคือหู ตา จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา ดวงตาสองข้างพร่ามัวเพราะเลือดคั่ง เหลือกมองพยายามเพ่งหน้าคนใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต รับรู้ถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของตัวเอง
ครืดดดด
“อ๊ากกก” เสียงร้องอันโหยหวนชวนสยดสยอง ก้องไปทั่วทางสามแพร่งอันเปลี่ยวร้าง
ร่างขาวคืนสภาพกลับสู่ร่างเนื้อทองน้องน้อยผู้อาภัพ ลูกนัยน์ตากลมโตแสนซื่อก่ำแดงล้นทั้งหยดน้ำหยดเลือด เปื้อนเปรอะผิวกายผ่องพรรณสว่างขาวราวแสงจันทร์ถูกกรีดด้วยมีดหมอ สะกดด้วยมนต์อาคมหมอผีทุกขั้นพิธีอันผ่านไปอย่างโหดร้ายทารุณ อักขระสีแดงอันแฝงในเลือดเนื้อสว่างวาบลอยคว้างเคลื่อนหายย้ายจากร่างกายของเนื้อทอง กลับคืนสู่แผ่นเนื้อผืนหนังอันถูกถลกลอกออกไปไม่ต่างจากหนังวัวหนังควาย โหดร้ายทารุณกว่าเมื่อเจ้าของแผ่นหนังนั้นยังคงมีลมหายใจรับรู้ได้ทุกการกระทำระยำชั่วของคนใจบาปหยาบช้า
“นะเนื้อทอง...เป็นของกูแล้ว”
“พ่ออออ”
ลูกชายหมอเสน่ห์เรียกหาพ่อผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียว ใบหน้าแดงฉานคว่ำตะแคงซบติดอยู่กับพื้นดิน ตาเหลือกมองค้างหันกลับไปมองทางเดินกลับบ้าน กว่าจะสำนึกรู้ในคำสั่ง คำสอน ข้อห้ามของพ่อว่าเพราะเหตุใดพ่อจึงเป็นห่วงตนเองนักหนามันก็สายเกินไปเสียแล้ว
“พ่อ”
โพะ! เสียงเหมือนคนถือพร้ามาเฉาะมะพร้าวดังอยู่กลางทางสามแพร่ง กะโหลกขาวถูกทุบแตกก่อนจะแยกเอาหน้าผากเล็กออกจากร่างไร้วิญญาณเพื่อนำกลับไปทำของขลัง กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าอันสดใสในวันพระใหญ่ ฉับพลันถูกเมฆดำทึบเคลื่อนมาปกคลุมจนมืดสนิท เสียงฝีเท้าหนักๆ เหมือนมีวัว มีควายหรือกองทัพใหญ่เคลื่อนมาดังแซ่กๆ ลั่นไปทั่วป่ารอบด้าน เสียงหวีดหวิวกรีดร้องโหยหวนชวนขนหัวลุกดังระงม จนแม้คนมีอาคมยังผวา
“ครบหรือยังวะ”
“ได้กระดูกมันครบแล้ว ไปเร็ว” ร่างสูงใหญ่ของชายสามคนผละลุกขึ้นจากซากศพ อันน่าเวทนา ก่อนจะวิ่งหายไปในดงหวาย ทิ้งร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยนอนเปลือยกายไร้อาภรณ์และไร้ซึ่งผืนหนังปกคลุมห่อหุ้มโครงกระดูก ดวงตาสองข้างเหลือกถลนเบิกค้าง กระดูกหน้าผากถูกเจาะหายไปเป็นรูโหว่ มีเพียงผ้านุ่งโจงกระเบนสีขาวฉ่ำเลือดอันผู้คนคุ้นตาเท่านั้นที่บอกได้ว่าศพน้อยที่นอนตายอย่างอนาถนี้คือผู้ใด
“ว๊ากกก หลวงตา หลวงตาช่วยด้วย มีคนตาย มีคนตายขอรับหลวงตา” ชายคนหนึ่งวิ่งผ่ากลางขึ้นไปบนศาลางานบุญกฐิน
“อะไรของเอ็งวะ ใครเป็นอะไร...ใครตาย”
“มีคนตาย มีคนถูกฆ่าตายอยู่ท้ายวัดขอรับหลวงตา”
ลมพายุหอบใหญ่พัดตึงๆ เข้ามากลางศาลาการเปรียญหอบเอาต้นกล้วย ธงกฐิน ผ้าไตร จีวรของงานบุญปลิวสะพัดตกกระจัดกระจาย ทั่วทั้งศาลาใหญ่ตกอยู่ในความมืดในชั่วพริบตา คนเฒ่า คนแก่ ลูกเล็กเด็กตัวแดงๆ ร้องไห้กระจองอแงลั่นระงมดังขรมไปทั่ว หลวงตาแก่น ภิกษุชรามากพรรษาขยับลุกขึ้นจากอาสนะเดินลิ่วลงจากศาลา ไปตามด้วยชาวบ้านร่วมร้อยคน ต่างอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดเหตุเภทภัยใดขึ้นกันแน่
สภาพศพอันน่าสังเวชเหยียบกระทืบยอดอกของคนที่ได้พบเห็น เสียงร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจของชาวบ้านที่เคยก่นด่าเหยียดหยามยามเมื่อเด็กน้อยยังมีชีวิต กระพุ่มมือหลายคู่ยกชูท่วมหัวพร้อมกล่าวคำขอขมาลาโทษต่อศพไร้วิญญาณ
“เนื้อทอง เวรกรรมแท้ๆ” หลวงตาแก่นเดินลงไปนั่งยองมองซากศพอันเหม็นคลุ้งคาวเลือดก่อนจะดึงเอาผ้านุ่งขาวของเด็กน้อยมาคลุมร่างนั้นไว้
“เผามาสามวันสามคืนแล้วนะหลวงตา เอายังไงกันดี ไม้ซีก ไม้ซุงจะทำฟืนหมดทั้งหมู่บ้านแล้ว” ชาวบ้านร่วมยี่สิบคนยืนกอดกันตัวกลมมองร่างบนกองฟอนด้วยความหวาดกลัว
“มันคงรอพ่อมัน มึงให้คนไปตามอีกที ถามไอ้ครั้นว่าหมอคุ้มออกจากฌานหรือยังจะได้มาดูศพลูกชาย”
ภิกษุชราถอนหายใจรู้สึกสังเวชในชะตาของเนื้อทอง เด็กน้อยที่ตนเห็นมาตั้งแต่ยังเล็กๆ แม้รูปกายภายนอกจะพิกลพิการ แต่เนื้อแท้นั้นจิตใจงดงามน่าเอ็นดู พ้นมาสามวันทางการและชาวบ้านยังสืบหาไม่ได้ว่าใครกันหนอ ช่างใจร้าย เข่นฆ่าเด็กน้อยเนื้อทองได้อย่างโหดเหี้ยมทารุณเช่นนี้ ศพผีเนื้อทองนอกจากจะไม่เน่า ไม่เปื่อย ไม่ขึ้นอืดแล้ว เผาอย่างไรมันก็ไม่มีไหม้ไฟเลยแม้แต่ปลายเส้นผม
“อย่างนั้นก็ช่วยกันเอามันไปฝัง รอพ่อมันก่อน”
ชาวบ้านหลายสิบคนลงแรงขุดหลุมเอาผีเนื้อทองลงไปนอนใต้ดิน แต่เพียงคล้อยหลังจากทุกคนเดินพ้นชายป่าช้าฝังผีไปเท่านั้น เหล่าบรรดา หมอพระ หมอผีต่างเมืองทั้งใกล้ไกล ต่างรุมทึ้งแย่งดึงเนื้อหนังเลาะกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อนำกลับไปใช้สอยทำของขลัง ปลุกเสกลงอาคมเพราะถือว่าร่างของเนื้อทองนี้เป็นร่างวิเศษเพราะผ่านการร่ายมนต์ลงอาคมมาอย่างดีแล้วจากผู้เป็นพ่อ ยิ่งในฝั่งคนเล่นของต่างรู้ดีว่าการตายอย่างนี้ต้องมีเหตุ เพราะการลอกเนื้อ ลอกหนัง เจาะกะโหลกไปทั้งที่คนยังไม่ตายสนิทเป็นการถอนวิชาอาคมจากเจ้าของเดิม ยิ่งเมื่อเห็นร่องรอยอาคมเก่า ซึ่งถูกพรากไปหมอพระ หมอผีใจหยาบทั้งหลายก็ยิ่งรู้ว่าร่างเนื้อทองนี้ไม่ใช่ผีธรรมดา
“พ่อครูออกมาจากฌานเถิด ไอ้ทองมันตายแล้ว” ไอ้ครั้นนั่งร้องไห้เหมือนคนใกล้ตายอยู่ตรงธรณีประตูห้อง มือหนึ่งกำแส้หางกระเบนแน่นใช้ฟาดลงโทษตัวเองซ้ำๆ จนแขนขามีแต่ริ้วเลือดรอยเฆี่ยนตี
“มึงหนีกูไปจนได้ไอ้ทอง กูบอกมึงแล้วว่าอย่าไป อย่าไป ทำไมมึง
ถึงไม่ฟังกู” ไอ้ครั้นนั่งหันไปมองเสาเรือนใหญ่ซึ่งเป็นที่นั่งประจำของเนื้อทองปากร้องร่ำพร่ำตัดพ้อศิษย์ร่วมครู เพื่อน พี่น้องร่วมชายคาเรือนซึ่งโตมาด้วยกัน
ภายในห้องมืดสำหรับเข้าฌาน เปลือกตาคล้ำขยับเปิดขึ้นพร้อมกับน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบใบหน้าขรึม หมอเสน่ห์ฌานแก่กล้ารับรู้ข่าว การตายของลูกชายผ่านพรายกระซิบ ทันทีเมื่อถอนเอาจิตกลับคืนสู่ร่างเดิม
“ทำไมเอ็งไม่เชื่อฟังคำพ่อเล่าลูก...เนื้อทอง”
Waiting for the first comment……
Please log in to leave a comment.