17.929K
VISITORS
312

ABOUT ME

ABOUT ME

FOLLOWING
You are not following any writers yet.
More

STORY BY ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า

นายตัวร้ายหยุดมั่น เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของท่านสักหน่อย

นายตัวร้ายหยุดมั่น เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของท่านสักหน่อย

Reads

ภายในห้องหับที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมละมุน อุณหภูมิร้อนระอุจนหยาดเหงื่อซึมชื้นไปตามผิวเนื้อที่กำลังเสียดสีกันอย่างแนบแน่น เสียงหอบหายใจและเสียงครางเครือของบุรุษและสตรีดังก้องสะท้อนไปทั่วเตียงไม้สลักลาย ม่านมุ้งสีแดงเข้มพลิ้วไหวตามจังหวะการสอดประสานที่ทั้งหนักหน่วงและเร่าร้อน ชายหนุ่มผู้หล่อเหลากดทาบทับร่างแกร่งกำยำลงมา เขาพรมจูบไปตามลาดไหล่เนียนละเอียดและลำคอระหงอย่างตะกละตะกลาม ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกลืนกินเหยื่ออันโอชะ มือหนากดสะโพกกลมกลึงของมู่หนานจื่อเอาไว้แน่น ก่อนจะกดแทรกความแข็งขืนดุดันล่วงล้ำเข้าไปในร่างกายของนางอย่างลึกล้ำ "อ๊ะ.." มู่หนานจื่อหอบสะท้าน ร่างกายของนางบิดเร่าไปตามแรงอารมณ์ที่เขาสาดซัดเข้าใส่ ความสุขสมและความลุ่มหลงที่ก่อตัวขึ้นตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่อยู่ด้วยกัน ทำให้นางหลงลืมสถานะตัวประกอบของตนเองไปจนหมดสิ้น แม้จนบัดนี้เราสองคนต่างไม่เคยเอื้อนเอ่ยถามไถ่ถึงชื่อแซ่ของกันและกัน ทว่าความผูกพันทางกายกลับถลำลึกจนยากจะถอนตัว หญิงสาวยกมือที่สั่นเทาขึ้นประคองใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อของเขา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆที่ข้างแก้มสาก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองเขาด้วยความรักที่เอ่อล้นจนไม่อาจกักเก็บไว้ได้อีกต่อไป "ข้าชอบท่าน.."  นางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงหวานล้ำที่เจือไปด้วยแรงอารมณ์  "ข้าอยากอยู่กับท่านเช่นนี้ตลอดไป..อยากอยู่เคียงข้างท่าน.." ทว่า..สิ้นประโยคอันแสนหวาน จังหวะการเคลื่อนไหวอันดุดันเร่าร้อนกลับหยุดชะงักลงราวกับถูกแช่แข็ง ชายหนุ่มนิ่งงันไป แววตาที่เคยลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาพลันมอดดับลง เหลือเพียงความว่างเปล่าและเยือกเย็น เขาดึงตัวเองออกห่างจากร่างกายของนางช้าๆ ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยไม่แม้แต่จะดึงผ้าห่มมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่า "..ขออภัยด้วยที่ข้าไม่คิดเช่นนั้น"  น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความอ่อนโยนที่เคยมีเมื่อครู่ มู่หนานจื่อนอนนิ่งอยู่บนเตียง รอยยิ้มที่เคยวาดอยู่บนริมฝีปากค่อยๆเลือนหายไป ความหนาวเหน็บเริ่มเกาะกินขั้วหัวใจ แม้ว่าในห้องนี้จะร้อนอบอ้าวเพียงใดก็ตาม "ทุกอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ"  เขากล่าวต่อด้วยท่าทีเย็นชา ราวกับกำลังเจรจาการค้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึก  "ข้าชอบร่างกายของเจ้า และเจ้าเองก็หลงใหลในร่างกายของข้า เราสองคนต่างพึงพอใจกับเรื่องนี้..เช่นนั้นเจ้าจะเรียกร้องสิ่งอื่นใดที่มันมากกว่านี้ไปทำไมกัน" คำพูดของเขาเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบหน้ามู่หนานจื่อฉาดใหญ่ นางรู้สึกหน้าชาจนไร้ความรู้สึก ก้อนเนื้อในอกซ้ายปวดหนึบราวกับถูกบีบอัด นางชอบเขา..ระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้นางตกหลุมรักเขาไปโดยที่ไม่รู้ตัว แต่นางกลับโง่งมที่คิดไปเองว่าความเร่าร้อนบนเตียงคือความรัก แต่สำหรับเขาแล้ว มันก็แค่ความใคร่ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์เท่านั้น มู่หนานจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกลั้นน้ำตาที่เอ่อรื้น นางจะไม่ยอมร้องไห้ให้บุรุษมักมากผู้นี้เห็นเด็ดขาด หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง คว้าชุดกระโปรงที่ตกอยู่บนพื้นมาสวมใส่อย่างลวกๆ ท่ามกลางสายตาของเขาที่มองมาด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อจัดการเสื้อผ้าเรียบร้อย นางก็หันกลับมาจ้องมองใบหน้าของคนที่นางเคยรัก พร้อมกับยกยิ้มมุมปาก..เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น "ในเมื่อท่านคิดว่า ข้าพึงพอใจเพียงแค่ร่างกายของท่าน.."  มู่หนานจื่อล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะหยิบถุงเงินปักลายที่อัดแน่นไปด้วยก้อนตำลึงเงินออกมา แล้วโยนมันใส่หน้าอกของเขาอย่างแรง "เคร้ง!" "เช่นนั้นท่านก็ควรรับเงินค่าตัวไปด้วยนะเจ้าคะ ถือเสียว่าเป็นค่าเหนื่อยที่อุตส่าห์ปรนเปรอข้ามาหลายเดือน!" ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าตึง กำถุงเงินในมือแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ "ลาก่อนคุณชาย ขอให้ชาตินี้เราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย" นางหันหลังเดินจากมาอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเขาอีก ในเมื่อเขาไร้หัวใจ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่นางจะต้องจมปลักอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไร้หนทางสมหวังนี้ สู้ตัดใจทิ้งมันไปเสียตั้งแต่วันนี้ยังดีกว่า! หกปีต่อมา..งานเลี้ยงเฉลิมฉลองในวังหลวง บรรยากาศภายในอุทยานหลวงคราคร่ำไปด้วยเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และฮูหยินคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ เสียงดนตรีมโหรีบรรเลงขับกล่อมประสานกับเสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮา ทว่าความสนใจของคนเกือบทั้งงานกลับพุ่งเป้าไปที่สตรีผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในงาน มู่หนานจื่อในวัยยี่สิบหกปี งดงามสะพรั่งยิ่งกว่าดอกมู่ตานที่กำลังเบ่งบานเต็มที่ นางอยู่ในชุดอาภรณ์สีฟ้าสดปักลายหงส์สีทองอันวิจิตรตระการตา ใบหน้างดงามหมดจดประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ดูสูงส่งและห่างเหิน ข้างกายของนางมีเด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา สวมชุดกระโปรงสีเข้าคู่กัน เดินจับมือมารดามาอย่างว่าง่าย ทุกคนในเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า คุณหนูรองตระกูลมู่ผู้นี้คือหญิงหม้ายที่สามีตายจากไปตั้งแต่ตอนที่นางไปศึกษาที่แดนใต้ ทว่าความงดงามของนางกลับดึงดูดสายตาบุรุษน้อยใหญ่ให้จ้องมองจนตาค้าง ในขณะที่มู่หนานจื่อกำลังกวาดสายตามองหาที่นั่งของตระกูลมู่ สายตาของนางก็พลันปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่ประทับอยู่บนที่นั่งของเชื้อพระวงศ์ระดับสูง ชายผู้นั้นสวมชุดหลงเปาสีดำปักลายดิ้นทอง สวมกวานหยกบนศีรษะ บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งเหนือผู้คนนับหมื่น..เขาคือรุ่ยอ๋องพระอนุชาผู้ทรงอำนาจของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และในวินาทีนั้นเองที่มู่หนานจื่อเพิ่งได้ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา..ชายแปลกหน้าที่นางเคยจ่ายค่าตัวให้เมื่อหกปีก่อน แท้จริงแล้วคือท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้น เมื่อสายตาประสานกัน มู่หนานจื่อเพียงยกยิ้มแย้มอย่างงดงามไร้ที่ติ นางมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองก้อนหินริมทาง แตกต่างจากรุ่ยอ๋องโดยสิ้นเชิง.. ทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของนางและเด็กหญิงตัวน้อยที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขาราวกับถอดแบบออกมา ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันซีดเผือดราวกับเห็นผี ดวงตาคมกริบเบิกกว้าง มือที่กำลังถือจอกสุราสั่นสะท้านจนน้ำเมาหกเลอะเทอะอาภรณ์ราคาแพง ทว่าเขา

Updated at

Read Preview
นายตัวร้าย ตามบทแล้วท่านต้องตายไม่ใช่เรอะ

นายตัวร้าย ตามบทแล้วท่านต้องตายไม่ใช่เรอะ

Reads

สายลมหนาวพัดกรรโชกผ่านระเบียงทางเดินของจวนกั๋วกง หอบเอาความเย็นเยือกทะลุผ่านเสื้อคลุมตัวบางของสตรีที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ ทว่าความหนาวเหน็บทางกายหรือจะสู้ความหนาวเหน็บในจิตใจ "ข้ากำลังตั้งท้องลูกของท่านนะเจ้าคะ นี่คือสายเลือดของท่านไม่ใช่หรือ..หากท่านเดินทางไปจัดการปัญหาภัยแล้งที่ชายแดนในครานี้ ท่านต้องกินเวลาอยู่ที่นั่นหลายปี หากท่านไปไกลถึงเพียงนั้น ท่านจะไม่ได้พบหน้าลูกของเราในตอนที่เขาคลอดออกมานะเจ้าคะ..ท่านพี่โปรดคิดให้ดีอีกรอบเถิด ถือว่าเห็นแก่เด็กในท้อง.." น้ำเสียงหวานสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเว้าวอน ไป๋เหมียนเหมียนช้อนดวงตาที่แดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองบุรุษผู้เป็นสามี สองมือกุมหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อยของตนเองเอาไว้แน่น หวังเพียงว่าสายเลือดในครรภ์จะสามารถเหนี่ยวรั้งบุรุษตรงหน้าเอาไว้ได้ หรืออย่างน้อย..ก็ขอให้เขาแสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อนางและลูกสักนิด ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับมา มีเพียงสายตาเย็นชาที่มองลงมาจากเบื้องบน ราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่น่าสมเพชตนหนึ่ง ชายผู้นั้นคือฉินซือเว่ย หรือฉินกั๋วกง ชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนสลักเสลา ทว่ากลับมีจิตใจที่เย็นชาและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าน้ำแข็ง เขายืนตระหง่านด้วยท่วงท่าสง่างาม ชายเสื้อคลุมสีเข้มสะบัดพลิ้วตามแรงลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวั่นไหว "เหมียนเหมียน.."  น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อนางอย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความอ่อนโยนใดๆ  "เจ้าอยากแต่งกับข้า..ข้าก็แต่งกับเจ้าแล้วไง อยากเข้าหอ..ข้าก็เข้าหอให้เจ้าแล้ว อยากได้สายเลือดของข้า..ข้าก็มอบให้แล้วเช่นกัน เช่นนั้นยามนี้เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก สตรีนี่ช่างขยันเรียกร้องเสียจริง" ถ้อยคำเย็นชาที่หลุดออกจากปากของคนที่นางรักหมดหัวใจ ราวกับมีดแหลมคมนับพันเล่มกรีดแทงลงกลางอก ไป๋เหมียนเหมียนสะอื้นไห้หยาดน้ำตาร่วงหล่นราวกับสายฝน นางช้อนตามองเขาด้วยความเจ็บปวดลึกล้ำ "ข้าต้องการ..แค่สักเสี้ยวของหัวใจที่ท่านพี่จะมอบให้ข้าบ้าง..เพียงแค่นั้นเจ้าค่ะ" ฉินซือเว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นช่างหยันเยาะและบาดลึก  "เรื่องนั้นเห็นทีจะเป็นไปไม่ได้..ข้าไม่ได้รักเจ้ามาตั้งแต่แรก ไม่ได้ปักใจในตัวเจ้าสักหน่อย ที่ข้ายินยอมแต่งงานด้วยก็เพราะรำคาญที่เจ้าคอยตามมาอ้อนวอนร้องขอ ที่ข้ายินยอมนอนกับเจ้า..ก็เพราะใบหน้าของเจ้าในยามนั้น บังเอิญไปดูคล้ายกับสตรีคณิกาที่ข้าเคยเสพสมด้วยก็เท่านั้น" ดวงตาของไป๋เหมียนเหมียนเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก คำว่าคณิกาทำให้นางรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ทว่าบุรุษใจหินตรงหน้าก็ยังคงกล่าววาจาเชือดเฉือนต่อไปอย่างไม่ปรานี "แต่ถึงข้าจะไม่รักเจ้า..อำนาจในจวนกั๋วกงแห่งนี้ เงินทองมากมายก่ายกอง ข้าก็มอบให้เจ้าไปหมดแล้วไง เจ้ามีฐานะเป็นถึงฮูหยินเอกที่ใครๆต่างก็ก้มหัวให้ เพียงแต่สิ่งที่ข้าให้เจ้าไม่ได้..ก็คือความรัก ข้าตัดใจรักสตรีที่โง่งมเช่นเจ้าไม่ลงจริงๆ" สิ้นคำกล่าวนั้นฉินซือเว่ยก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา ซึ่งทรุดตัวลงสะอื้นไห้อย่างหมดสภาพอยู่เบื้องหลัง คำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใยและตรงไปตรงมานั้น ทำให้หัวใจของไป๋เหมียนเหมียนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี นางเคยโง่งมคิดว่าหากนางตั้งครรภ์ลูกของเขาแล้ว ความผูกพันทางสายเลือดจะทำให้เขาใจอ่อนและแบ่งปันสักเสี้ยวของความรู้สึกมาให้นางบ้าง แต่ไม่เลย..เขายังคงไม่รักนาง ไม่เคยรักและจะไม่มีวันรัก . . "......" นิ้วเรียวยาวขาวผ่องยกขึ้นมานวดคลึงที่ขมับของตนเองเบาๆเพื่อขับไล่อาการปวดหัวจี๊ดที่แล่นริ้วขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำอันแสนรันทดนั้น หญิงสาวในยุคปัจจุบันที่เพิ่งทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้พ่นลมหายใจออกมายืดยาว ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำก่นด่าให้กับความหลงผิดของไป๋เหมียนเหมียนคนเก่า สตรีผู้นี้ทั้งงดงามหยาดเยิ้ม ผิวพรรณขาวละเอียดราวกับหยกเนื้อดี แถมยังมีเบื้องหลังเป็นถึงคุณหนูใหญ่จวนตระกูลไป๋ผู้มั่งคั่ง มีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือแต่กลับต้องมามีจุดจบที่โง่งม เพียงเพราะไปหลงรักตัวร้ายของนิยายเรื่องนี้อย่างหัวปักหัวปำ สาเหตุก็แค่เพราะเขาบังเอิญช่วยชีวิตนางเอาไว้จากโจรป่าครั้งหนึ่งเนี่ยนะ แค่นั้นยังไม่พอ ยังอุตส่าห์ไปตามตื๊อ ขอให้บิดาใช้เส้นสายทางการเมืองบังคับให้เขาแต่งงานด้วย แถมยังคิดใช้การตั้งครรภ์เพื่อเรียกร้องขอความรักจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวร้ายจอมอำมหิตและไร้หัวใจที่สุดในเรื่องอีก นี่มันเรื่องเฮงซวยประเภทไหนกัน ชีวิตดีๆไม่ชอบ ชอบทำตัวเองให้ตกต่ำเป็นของตายให้ผู้ชายเหยียบย่ำเล่นเสียนั่น "ฮูหยินเจ้าคะ..ท่านราชครูและฮูหยินมาถึงแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินควรออกไปต้อนรับแขกสูงศักดิ์ที่โถงด้านหน้านะเจ้าคะ" เสียงเรียกของหลิงซีสาวใช้คนสนิทที่ดังขึ้นข้างกาย ดึงสติของเธอให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เหมียนเหมียนก้มลงมองสำรวจตนเอง ก็พบว่ายามนี้เธอกำลังสวมใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื้อผ้าป่านเนื้อหยาบที่สวมใส่บ่งบอกถึงการไว้ทุกข์ขั้นสูงสุด เธอถอนหายใจออกมาช้าๆ อา..อย่างน้อยที่สุด ในชีวิตที่แสนบัดซบและเต็มไปด้วยน้ำตาของไป๋เหมียนเหมียน ฉินซือเว่ยผู้เป็นสามีเฮงซวยผู้นั้นก็ตายไปเสียที! ตามเนื้อเรื่องเดิมหลังจากที่เขาเดินทางไปจัดการปัญหาชายแดน เขาก็หายหน้าไปนานหลายปี ทิ้งให้เหมียนเหมียนคลอดลูกและเลี้ยงดูอาอวี้ ลูกสาวตัวน้อยเพียงลำพังด้วยความตรอมใจและเมื่อไม่กี่วันก่อน ข่าวร้ายก็ถูกส่งกลับมายังเมืองหลวงว่าฉินกั๋วกงถูกกบฏลอบสังหารจนสิ้นชีพ ศพถูกส่งกลับมายังจวนเพื่อทำพิธีฝัง ไป๋เหมียนเหมียนตัวจริงคงรับความสะเทือนใจไม่ไหว ร้องไห้เสียใจกับการตายของชายที่ตนรักจนหัวใจวายสิ้นใจตายตามไปเป็นแน่ แต่ขอโทษเถอะ..นั่นมันไป๋เหมียนเหมียนคนเก่า ไม่ใช่ฉันผู้นี้อย่างแน่นอน! เหมียนเหมียนลอบยิ้มมุมปาก ผัวตายถือเป็นลาภอันประเสริฐ นี่นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่เธอทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้ ในจังหวะที่สามีตัวร้ายตายตกไปแล้วพอดี ชีวิตนับจากนี้ของเธอก็ไม่ต้องไปทนรองรั

Updated at

Read Preview
เกิดใหม่ครานี้ข้าต้องปีนเตียงท่านอาจารย์เพื่อถอนพิษ

เกิดใหม่ครานี้ข้าต้องปีนเตียงท่านอาจารย์เพื่อถอนพิษ

Reads

หุบเขาเร้นลับที่ถูกโอบล้อมด้วยปราการธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทัศนียภาพงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน ทั้งม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดพฤกษา และเสียงน้ำตกที่ไหลกระทบโขดหินดังกังวานใส ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของธรรมชาตินี้ คือที่ตั้งของสำนักศึกษาอวิ๋นหลาน สถานศึกษาอันดับหนึ่งที่เลื่องชื่อลือนามที่สุดในแคว้น สำนักศึกษาแห่งนี้คือสถานที่ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระดับสูงและคหบดีผู้มั่งคั่ง ต่างแก่งแย่งแข่งขันกันส่งบุตรหลานของตนเข้ามาร่ำเรียน แต่ทว่าอวิ๋นหลานก็มีกฎเหล็กที่เข้มงวดและไม่อนุโลมให้แก่ผู้ใด นั่นคือบัณฑิตทุกคนล้วนเท่าเทียม ไม่ว่าเบื้องหลังตระกูลจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าเพียงใด เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในที่แห่งนี้ ทุกคนจะไร้ซึ่งสาวใช้หรือบ่าวรับใช้คอยติดตาม หอนอนถูกแบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจน ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำ ส่วนเรื่องการทำความสะอาดหอนอน ซักล้างอาภรณ์ หรือเตรียมอาหาร ล้วนเป็นหน้าที่ของเหล่าสาวใช้ประจำสำนักศึกษาที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น วันนี้คือวันเปิดภาคเรียนวันแรก บรรยากาศหน้าประตูทางเข้าสำนักศึกษาจึงคึกคักเป็นพิเศษ บัณฑิตหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวขลิบฟ้าของสำนักศึกษาต่างยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ทว่าสายตาของคนเกือบทั้งหมดกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทักทายสหายเก่า พวกเขากำลังชะเง้อคอมองไปยังเส้นทางขึ้นเขา ราวกับกำลังรอคอยการปรากฏตัวของบุคคลสำคัญ และเมื่อรถม้าคันงามที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของจวนเสนาบดีกู้และจวนของรัชทายาทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบหน้าประตู เสียงจอแจเมื่อครู่ก็พลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อร่างของคนสองคนก้าวลงมาจากรถม้า “โห..เจ้าดูนั่นสิ! วันนี้คุณหนูกู้ก็ยังคงงดงามสะคราญตาดั่งเช่นเคยเลยนะ”  บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งอุทานออกมา จ้องมองใบหน้างามตาค้าง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนคือร่างระหงของกู้เจียวเจียว บุตรีเพียงคนเดียวของท่านเสนาบดีกู้ผู้ยิ่งใหญ่ นางก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับเทพธิดาจำแลง ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหยกหิมะที่ไร้รอยตำหนิ สะท้อนแสงแดดอ่อนๆในยามเช้าจนดูเปล่งประกาย ดวงหน้ารูปไข่สมบูรณ์แบบประดับด้วยคิ้วโก่งดั่งใบหลิว นัยน์ตากลมโตสีนิลขลับของนางนั้นใสกระจ่างทว่าแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงชาดที่แย้มยิ้มบางๆ เพียงแค่นางปรายตามอง ก็มากพอที่จะทำให้บุรุษทั้งหลายหัวใจเต้นผิดจังหวะ “สตรีอันดับหนึ่งแห่งแคว้นมิใช่คำกล่าวอ้างเกินจริงเลยแม้แต่น้อย นางงดงามจนข้าแทบลืมวิธีหายใจเสียแล้ว หากข้าได้จับมือนางเพียงสักครั้ง ข้าคงนอนตายตาหลับ”  อีกคนกล่าวเสริมพร้อมกับทำหน้าเคลิ้มฝัน “พวกเจ้าเลิกฝันกลางวันเสียเถิด ต่อให้ชื่นชมความงดงามนั้นมากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงแค่มองเท่านั้นแหละ อย่าลืมสิว่าคุณหนูกู้มีคู่หมั้นคู่หมายที่ผู้ใหญ่กำหนดไว้แล้ว นั่นคือคุณชายเยี่ยนเชียนฉืออย่างไรเล่า ช่างเป็นกิ่งทองใบหยกที่สวรรค์ประทานมาคู่กันจริงๆน่าเสียดายนัก”  เสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่เสียงฮือฮาก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เมื่อชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งก้าวตามลงมายืนเคียงข้างกู้เจียวเจียว เสียงกรีดร้องเบาๆของเหล่าบัณฑิตหญิงก็ดังขึ้นมาทันที “โอ๊ย..คุณชายจ้าวก็เช่นกัน! วันนี้เขาก็ยังหล่อเหลาจนข้าแข้งขาอ่อนไปหมดแล้ว” จ้าวเทียนอี้หรือองค์รัชทายาทผู้กุมหัวใจสตรีครึ่งค่อนเมือง ปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบสำนักศึกษาที่ดูธรรมดา ทว่าเมื่อสวมอยู่บนร่างสูงโปร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออย่างบุรุษชาตรีของเขา กลับดูหรูหราและสง่างามเหนือผู้ใด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับหยกสลักชั้นเลิศ สันกรามคมชัด ดวงตาเรียวคมที่มักจะแฝงแววขี้เล่นอยู่เสมอ และที่ร้ายกาจที่สุดคือรอยยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์ทว่าทรงเสน่ห์จนยากจะต้านทาน แค่เขาขยับพัดในมือเบาๆและส่งยิ้มให้ บรรดาสตรีก็แทบจะล้มพับไปกองกับพื้น “ทั้งสองท่านนั้นช่างเปล่งประกายมากเหลือเกิน เมื่อยืนอยู่เคียงข้างกันราวกับภาพวาดของเทพธิดาและเทพบุตรเลยเชียว!” ท่ามกลางเสียงชื่นชม จ้าวเทียนอี้กวาดสายตามองเหล่าสตรีที่กำลังขวยเขินพร้อมกับส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ไปทั่ว ก่อนจะหันกลับมามองสหายรักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังแบเบาะ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นประกายตาบางอย่างของนาง “นี่อาเจียว..วันนี้เจ้าอารมณ์ดีเรื่องอะไรกัน”  จ้าวเทียนอี้เอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความหยอกล้อ  “ข้าเห็นเจ้ายิ้มมุมปากมาตั้งแต่ขึ้นรถม้าแล้ว มีเรื่องอันใดน่าสนุกงั้นหรือ” กู้เจียวเจียวหันมามองสหายรัก ริมฝีปากอวบอิ่มของนางยกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นรอยยิ้มที่ดูงดงามทว่ากลับทำให้คนที่รู้จักนางดีอย่างจ้าวเทียนอี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ “ที่ข้ายิ้ม..เพราะในวันนี้จะเกิดเรื่องดีน่ะสิอาอี้”  นัยน์ตาสีนิลของนางทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว  “เจ้าน่ะคอยจับตาดูเอาไว้เถิด วันนี้จะมีเรื่องน่าสนุกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” จ้าวเทียนอี้มองสหายรักอย่างไม่ค่อยจะไว้ใจนัก ปกติแล้วกู้เจียวเจียวเป็นสตรีที่เรียบร้อยและอ่อนหวานในสายตาคนภายนอก แต่เมื่อใดก็ตามที่ยัยตัวแสบผู้นี้เอ่ยปากบอกว่า จะเกิดเรื่องสนุก..นั่นมันมักจะหมายความว่ากำลังจะมีเรื่องฉิบหายวายป่วงเกิดขึ้นกับใครสักคนไม่ใช่หรือไง! แต่ถึงกระนั้น เลือดในกายของจ้าวเทียนอี้ก็สูบฉีดด้วยความตื่นเต้น เขายกยิ้มกว้าง  “หวังว่ามันจะเป็นเรื่องน่าสนุกจนคุ้มค่ากับที่ข้าอุตส่าห์ปฏิเสธคำเชิญดื่มชาของคุณหนูมู่ไปหรอกนะ” กู้เจียวเจียวส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้สหายรัก นางก้าวเดินนำหน้าไปอย่างแช่มช้อย น้ำเสียงใสกระจ่างเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ  “อาอี้..เรื่องสตรีน่ะ เจ้าจะไปหาพวกนางเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่เรื่องนี้น่ะ หากเจ้าไม่ดู..เจ้าจะพลาดไปทั้งชีวิตเลยล่ะ” กู้เจียวเจียวระบายยิ้มหวานขึ้นมาที่มุมปาก ทว่าในใจของนางกลับกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นางเดินนำบรรดาบัณฑิตมากมายมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน แววตาของนางแน่วแน่และเย็นชาต่างจากเจียวเจียวคนเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องเรียนขนาดใ

Updated at

Read Preview
เมื่อตำราวสันต์ของข้า ดันไปปลุกมังกรที่หลับไหลของท่านซื่อจื่อ

เมื่อตำราวสันต์ของข้า ดันไปปลุกมังกรที่หลับไหลของท่านซื่อจื่อ

Reads

บรรยากาศยามซื่อในเมืองหลวงคึกคักและจอแจไปด้วยผู้คน ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของชาวเมืองในวันนี้กลับไม่ใช่สินค้าแปลกตาจากแดนไกล หรือข่าวคราวการศึกสงครามที่ชายแดน หากแต่เป็นเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มไปทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่โรงเตี๊ยมหรูหราไปจนถึงตรอกซอกซอยของตลาดล่าง "เจ้าได้ยินหรือไม่! ตำราวสันต์ของคุณชายพเนจรออกเล่มสามมาแล้วนะ ข้าเพิ่งให้คนไปแย่งชิงมาได้เมื่อเช้านี้เอง!"  ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตกระซิบกระซาบกับสหายด้วยดวงตาเป็นประกาย "จริงรึ! เล่มสองที่ออกเมื่อเดือนก่อนข้ายังอ่านไม่ทันจบ ท่วงท่าสลักเสลาในนั้นทำเอาข้าตาสว่าง คาดไม่ถึงเลยว่าเล่มสามจะออกมาเร็วปานนี้ ได้ข่าวว่าเนื้อหาคราวนี้..ยังคงเขียนได้สละสลวยงดงามและถึงใจเช่นเดิม!" ไม่ใช่แค่เหล่าบุรุษกลัดมันในตลาดเท่านั้นที่ตื่นเต้น สาวใช้ในจวนขุนนางใหญ่ต่างก็จับกลุ่มหัวเราะ แอบซ่อนหนังสือปกสีพื้นไร้ลวดลายไว้ในแขนเสื้อ ทหารกล้าที่เพิ่งออกเวรต่างพยักพเยิดหน้าให้กันอย่างรู้ความหมาย แม้แต่บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ผู้รักเกียรติยศก็ยังแอบส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ไปกว้านซื้อ ทว่ากลุ่มที่ดูจะคลั่งไคล้ผลงานชิ้นนี้มากที่สุดกลับเป็นเหล่าฮูหยินในเรือนหลัง ผู้มักจะสวมหน้ากากสตรีผู้ทรงธรรม "ตั้งแต่ข้าได้อ่านตำราของคุณชายพเนจรและนำไปปฏิบัติจริง นายท่านก็ไม่เคยเฉียดกรายไปเรือนอนุภรรยาคนใดอีกเลย กลับจวนตรงเวลาทุกวัน เล่มสามนี้ข้าเหมาสิบเล่ม จะเอาไปแจกจ่ายให้สหายในสมาคมชมบุปผา"  ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ร่างบางในชุดกระโปรงสีกลีบบัวที่ค่อนข้างเก่าและสีซีดจางกำลังเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า สตรีผู้นี้มีใบหน้างดงามหมดจดราวกับหยกสลัก คิ้วเรียวดั่งใบหลิว นัยน์ตาดอกท้อหวานซึ้ง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ทว่าความงามนั้นกลับอาภัพและถูกบดบังด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น นางคือเยี่ยนหมิงลี่คุณหนูรองแห่งตระกูลเยี่ยน ตระกูลขุนนางตกอับที่ปัจจุบันมีแต่เปลือกและหนี้สินท่วมหัว เมื่อหูได้ยินเสียงชื่นชมผลงานจากชาวเมือง ริมฝีปากอิ่มสีชาดก็ลอบยกยิ้มขึ้นมาบางๆอย่างพึงพอใจ ใช่แล้ว..คุณชายพเนจร ชื่อเสียงอันโด่งดังที่สะเทือนวงการหนังสือใต้ดินในยามนี้ แท้จริงแล้วก็คือสตรีร่างบอบบางที่กำลังเดินนับเงินในถุงผ้าเล็กๆอย่างนางนี่เอง ในชาติที่แล้ว เธอคือนักเขียนนิยายอีโรติกหมวดผู้ใหญ่ที่โหมปั่นต้นฉบับจนหัวใจวายตายคาหน้าจอ ใครจะไปคิดว่าสวรรค์จะเล่นตลก ส่งเธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูรองสกุลเยี่ยน บิดาของนางคือขุนนางปลายแถวที่ผีพนันเข้าสิงจนกู่ไม่กลับ ส่วนพี่ชายคนโตเยี่ยนเฉิงจู่ก็เป็นพวกสำมะเลเทเมา ไม่เอาถ่าน วันๆเอาแต่ผลาญเงินไปกับสุรา ทิ้งภาระปากท้องของทุกคนในจวนไว้บนบ่าของนางเพียงผู้เดียว เมื่อขัดสนเรื่องเงินทองจนแทบจะไม่มีข้าวกิน เยี่ยนหมิงลี่จึงไม่มีทางเลือก นางตัดสินใจงัดเอาอาชีพเก่าจากชีวิตที่แล้วมาใช้ เรียงร้อยถ้อยคำเข้าด้วยกันอีกครั้ง บรรยายท่วงท่าและอารมณ์วาบหวามอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายยุคโบราณ แม้จะรู้เต็มอกว่าการเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องอย่างว่าเช่นนี้จะผิดกฎหมาย แต่ว่านางจำเป็นต้องทำนี่นา เพื่อให้ตัวเองมีกินมีใช้ และเพื่อส่งน้องชายตัวน้อยให้ได้รับการศึกษาที่ดี รายได้จากการขายต้นฉบับให้นายทุนตลาดมืดงอกเงยขึ้นทุกเดือน หมิงลี่เป็นคนรอบคอบ นางไม่เก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในจวนให้บิดาหรือพี่ชายขโมยไปเล่นพนัน แต่เลือกที่จะทยอยนำเงินไปแลกซื้อทองคำก้อนเล็กๆเก็บสะสมซ่อนไว้อย่างมิดชิด ความฝันของนางเรียบง่ายยิ่งนัก นางตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บหอมรอมริบซื้อจวนหลังเล็กๆสักแห่งด้วยเงินสดให้จงได้ หากวันใดที่ทองคำมากพอ นางจะพาน้องชายหนีไปจากครอบครัวนี้ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสบู่อ่อนๆที่นางชื่นชอบและมักจะทำขึ้นเองเพื่อความผ่อนคลาย "พี่หมิงลี่!" เสียงเล็กๆใสแจ๋วเจื้อยแจ้วดังขึ้น ดึงสติของเยี่ยนหมิงลี่ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน นางเงยหน้าขึ้นมอง ร่างเล็กๆของเยี่ยนเทียนเจียวน้องชายวัยแปดขวบกำลังเดินเตาะแตะออกมาจากสถานศึกษา วันนี้เขายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี แววตาไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความสุขที่ได้เจอพี่สาว หมิงลี่เดินเข้าไปรับเยี่ยนเทียนเจียว ย่อตัวลงลูบศีรษะทุยๆของเขาด้วยความรักใคร่ เมื่อมองดวงตาใสซื่อคู่นี้ หัวใจของนางก็คิดหนัก เจ้าเด็กนี่บิดาก็พึ่งพาไม่ได้ พี่ชายยิ่งแล้วใหญ่เลย เยี่ยนเฉิงจู่วันๆเอาแต่เมาสุรา ไม่ทำการทำงานผลาญเงินไปวันๆ ทำยังไงนางจะพาเจ้าน้องชายที่แสนน่ารักผู้นี้ออกไปจากจวนเฮงซวยแห่งนี้กันนะ..นางคงต้องเร่งเขียนเล่มสี่ให้เร็วขึ้นเสียแล้ว ในขณะที่สองพี่น้องตระกูลเยี่ยนกำลังจูงมือกันเดินกลับจวนด้วยความหวังเล็กๆในใจ สถานการณ์ในจวนเซียวหยางอ๋องอันยิ่งใหญ่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศภายในจวนที่เพิ่งผ่านพ้นงานมงคลสมรสที่ใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินไปเมื่อไม่กี่วันก่อน บัดนี้กลับอึมครึมและตึงเครียดจนบ่าวไพร่แทบไม่กล้าหายใจแรง ผ้าแพรสีแดงมงคลยังคงแขวนประดับอยู่ตามชายคา ทว่ากลับถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารของสตรีผู้หนึ่ง "ฮือ..ข้าไม่ยอม..ข้าทนรับความอัปยศเช่นนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว"  โม่หว่านลี่บุตรีของท่านราชครูผู้สูงส่ง ทรุดตัวนั่งร่ำไห้อยู่กลางโถงใหญ่ ใบหน้าที่เคยงดงามหยดย้อยบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา นางกำลังร่ำไห้ขอหย่ากับซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องทั้งที่เพิ่งจะแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่วัน สาเหตุของเรื่องอื้อฉาวนี้ช่างน่าอับอายเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย จวนเซียวหยางอ๋องเกี่ยวดองกับจวนราชครู งานแต่งที่ยิ่งใหญ่และแสนชื่นมื่นกลับต้องพังไม่เป็นท่า เพราะท่านซื่อจื่อผู้หล่อเหลาเกรียงไกรไม่อาจตื่นขึ้นมาสู้รบทำศึกในห้องหอได้ ไม่ว่าโม่หว่านลี่จะพยายามเพียงใด มังกรของเขาก็ยังคงหลับใหลไร้การตอบสนอง เรื่องนั้นทำให้นางรู้สึกอับอายและไร้ค่าราวกับถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี พระชายาเซวียหรูอิงมารดาของซื่อจื่อ ถึงกับกุมขมับแน่น ใบหน้าของสตรีผู้สูงศักดิ์ซีดเผือด นางมองบุตรชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เหตุใดลูกชายสุดที่รักข

Updated at

Read Preview
สามีเจ้าขา ท่านอย่าเย็นชากับภรรยานักเลย

สามีเจ้าขา ท่านอย่าเย็นชากับภรรยานักเลย

Reads

แสงเทียนมงคลสีแดงในห้องหอสาดส่องวูบไหว สะท้อนเงาของสองร่างที่กำลังพัวพันกันอยู่บนเตียง ทว่าบรรยากาศภายในห้องหอกลับไร้ซึ่งความอ่อนหวานทะนุถนอมอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีการร่วมดื่มสุรามงคล ไม่มีการกล่าวคำสาบานผูกผมร่วมบาน เซียวจิ้นเหยียนราชครูผู้ได้ฉายาว่าหมาบ้าแห่งราชสำนักไม่คิดจะทำตามธรรมเนียมอันน่ารำคาญเหล่านั้น มือแกร่งกระชากชุดอาภรณ์สีแดงสดที่เสนาบดีเจิ้งสั่งตัดเย็บอย่างประณีตให้บุตรีจนขาดวิ่น เสียงผ้าฉีกขาดดังก้องกังวานในความเงียบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโถมทับลงมาบดขยี้ริมฝีปากบางอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน เขาตั้งใจจะลงทัณฑ์สตรีผู้นี้ให้หวาดกลัว ตั้งใจจะสั่งสอนให้นางล่วงรู้ว่าตำแหน่งฮูหยินราชครูนั้นมันไร้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความรัก ไร้ซึ่งความสุขสมและไร้ซึ่งความเมตตา เขาพลิกตัวให้นางนอนคว่ำ ก่อนจะดึงรั้งหมอนมารองเอาไว้เพื่อสะโพกของนางโก่งขึ้น ก่อนที่เซียวจิ้งเหยียนจะจับเข้าที่กลางลำแกร่ง เคาะตรงรอยแยก ตีรอบรูอุ่นแล้วสอดทแยงเข้าไปด้านในครั้งเดียวจนสุดลำแท่ง เขาควงเอวไปรอบๆ ส่ายไปส่ายมาในร่องรัก บดคลึงเป็นวงกลม  เนื้อก้นของนางสั่นกระเพื่อมเมื่อถูกฝ่ามือตีกระทบ อีกไม่นานจะต้องขึ้นริ้วแดงแน่ๆ  ขาแกร่งล้อมอยู่ด้านนอก กระทั้นกายเข้าไปอย่างรุนแรงจนสตรีใต้ร่างรับไม่ไหว นางร้องคราง กดหน้าซบลงบนหมอน เข่าดึงเบียดชิดเข้าหากันด้วยความเสียดเสียวที่ปะทุอย่างรุนแรง เส้นผมที่นุ่มสลวยเริ่มยุ่งเหยิง ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของเซียวจิ้นเหยียนปรากฏเป็นทิวทัศน์ที่งามล้ำ เขาเปิดเปลือกตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจสัตว์ร้ายจดจ้องมองใบหน้างดงามของสตรีที่หลับตาอยู่ใต้ร่างด้วยแววตาหยามหยัน "มารยาทของสตรีในห้องหอ ตระกูลเจิ้งคงมิได้สั่งสอนเจ้ามาสินะ ถึงได้ร้อนรนพร้อมอ้าขาให้บุรุษถึงเพียงนี้" วาจาหยาบโลนถูกเอื้อนเอ่ยออกมากระทบโสตประสาท ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะฟาดลงบนสะโพกกลมกลึงอย่างไม่ออมแรง "เพี้ยะ!" เสียงฝ่ามือกระทบผิวเนื้อดังลั่น พร้อมๆกับที่แก่นกายใหญ่โตดุดันกระแทกกระทั้นจ้วงแทงเข้ามาในช่องทางคับแคบอย่างรุนแรง ไร้ซึ่งความปรานีหรือการเล้าโลมใดๆเขาไม่คิดจะออมกำลังแม้แต่น้อย แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของนาง เซียวจิ้นเหยียนโหมกระหน่ำสอดใส่เข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าในท่วงท่าที่แสนประหลาดและลึกล้ำ ฝ่ามือกร้านศึกอีกข้างของเขายื่นมาบีบลำคอระหงของนางเอาไว้ ออกแรงกดหนักหน่วงจนร่างบางแอ่นโค้ง เซียวจิ้นเหยียนขยับกายเข้าหาอย่างบ้าคลั่งขณะที่มือก็บีบคอนางแน่นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะก้มลงมากระซิบชิดใบหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "อย่างน้อยก็ยังดีที่เจ้างดงาม.." "อ๊ะ..อื้อ.." ดวงตากลมโตของเจิ้งลั่วอีเบิกกว้าง หางตาของนางคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาสีใสก่อนจะไหลรินลงมาอาบแก้มสองข้าง ร่างบอบบางสั่นสะท้านไปตามแรงกระแทก ใบหน้างดงามแดงซ่าน ทั้งอึดอัดจากการถูกบีบรัดและจุกเสียดจากการถูกรุกล้ำอย่างป่าเถื่อน เซียวจิ้นเหยียนมองหยาดน้ำตาของสตรีใต้ร่างด้วยความพึงพอใจ เขาคิดว่านางกำลังแตกสลายและหวาดกลัวเขาจนถึงขีดสุด ..ทว่าหมาบ้าแห่งราชสำนักหารู้ไม่ ว่าภายใต้ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาและใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังเจ็บปวดทรมานนั้น ภายในใจของเจิ้งลั่วอีกลับกำลังเบิกบานและกรีดร้องด้วยความสุขสม สวรรค์! ใหญ่โต..ใหญ่โตมาก! แถมยังดุดันถึงใจสุดๆ! อดีตเด็กกำพร้าที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูผู้อ่อนหวานแอบลอบกลืนน้ำลายในใจ วันๆที่นางเอาแต่หมกตัวร่ำเรียนอยู่ในจวนตามคำสั่งบิดา ใครเล่าจะรู้ว่าความลับของนางคือการสะสมและอ่านปกขาวอย่างบ้าคลั่ง นางเฝ้าฝันมาตลอดว่าสามีในอนาคตจะต้องเป็นบุรุษที่เก่งกาจและดุดันในเรื่องบนเตียง คาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด ราชครูเซียวผู้นี้ช่างตรงตามความต้องการของนางทุกกระเบียดนิ้ว เขาทั้งรุนแรง ป่าเถื่อน และใหญ่โตสาแก่ใจนางยิ่งนัก! เมื่อแสงอรุณแรกของวันใหม่มาเยือน แทนที่เจิ้งลั่วอีจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับคราบน้ำตาแห่งความเสียใจเฉกเช่นสตรีทั่วไปที่ถูกย่ำยี ทว่าบนใบหน้างดงามที่ซุกอยู่กับหมอนกลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ การแต่งงานครานี้..เห็นทีว่าชีวิตของนางจะมีความสุขและสมหวังที่สุดแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ ท่านพี่จะทำกับนางริมระเบียง ในห้องหนังสือ และในรถม้าด้วยใช่หรือไม่          

Updated at

Read Preview
ทะลุมิติมาเป็นอนุของตัวร้าย ข้าจึงต้องพลีกายเพื่อเอาตัวรอด

ทะลุมิติมาเป็นอนุของตัวร้าย ข้าจึงต้องพลีกายเพื่อเอาตัวรอด

Reads

ในจวนสกุลหลินอันยิ่งใหญ่และมั่งคั่ง มีบุตรีผู้งดงามล่มเมืองอยู่นางหนึ่งนามว่าหลินเยว่ นางเป็นดั่งบุปผาที่ถูกทะนุถนอมไว้ในเรือนกระจก เป็นสตรีที่อ่อนหวาน กิริยามารยาทเพียบพร้อม และงดงามหมดจดเสียจนผู้คนที่ได้พบเห็นต่างต้องเหลียวมอง นางเติบโตมาด้วยความรักใคร่หลงใหลของบิดามารดาผู้คอยปกป้องคุ้มครองประดุจไข่ในหิน ด้วยเหตุนั้นดรุณีน้อยผู้บริสุทธิ์จึงเติบโตมาในบ้านที่แสนอบอุ่น ไม่เคยต้องพบเจอกับความโหดร้ายหรือภัยอันตรายใดๆในโลกหล้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกร้าย เมื่อพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำเข้าใส่จวนสกุลหลินอย่างไม่ทันตั้งตัว จวนที่เคยสงบสุขกลับถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่าเป็นกบฏ โทษทัณฑ์คือการประหารเจ็ดชั่วโคตร ทว่าในความมืดมิดนั้น เจ้ากรมอาญากลับเล็งเห็นถึงความงดงามอันหาตัวจับยากของหลินเยว่ เขามองเห็นหนทางที่จะใช้ประโยชน์จากความงามนี้ จึงมีคำสั่งเด็ดขาดให้นางแต่งเข้าจวนตระกูลเซียว เพื่อเป็นเครื่องบรรณาการแลกกับชีวิตของบิดามารดาและคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าในใจจะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่หลินเยว่ผู้กตัญญูไม่มีทางเลือกอื่นใด นางจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน ยินยอมแต่งเข้ามาเป็นเพียงอนุภรรยาของเว่ยกั๋วกง ชายผู้ที่ได้ชื่อว่ามีจิตใจอำมหิตและโหดเหี้ยมที่สุดในราชสำนัก และตามเนื้อเรื่องเดิม..หลินเยว่ผู้อ่อนแอได้เสียชีวิตลงในทันทีที่นางพบเจอใบหน้าของเซียวอู๋จิ้ว สามีของนางในคืนเข้าหอ เพียงเพราะนางหวาดกลัวจนร้องไห้โฮออกมา เขาที่เกลียดชังน้ำตาและรำคาญเสียงสะอื้นของสตรี จึงตวัดดาบในมือตัดศีรษะของนางขาดสะบั้นในดาบเดียวอย่างเลือดเย็น.. "....." ใช่แล้ว นั่นมันเป็นเพียงเรื่องราวในหน้านิยายที่เธอเคยอ่าน! และในตอนนี้วิญญาณของเธอดันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหลินเยว่ผู้อาภัพผู้นั้นเสียแล้ว! เมื่อนึกถึงอดีตชาติที่ผ่านมาหลินเยว่คนใหม่ได้แต่กัดฟันกรอด ชีวิตที่แล้วของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่กัดกินร่างกายมาตั้งแต่จำความได้ ทั้งชีวิตหมดไปกับเตียงสีขาวและกลิ่นยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล ร่างกายอ่อนแอเสียจนแค่จะพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองยังทำไม่ได้ แม้แต่การสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆในบางครั้งก็ยังทำให้เธอเหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ สุดท้ายเธอก็ต้องตายจากไปทั้งอย่างนั้น ตายไปโดยที่ยังไม่ได้ออกไปเห็นโลกภายนอก ยังไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น ยังไม่ได้กินของอร่อย และยังไม่ได้มีความรักด้วยซ้ำ! ดังนั้นเมื่อสวรรค์เมตตา (หรืออาจจะถีบส่ง) ให้เธอได้เข้ามาอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีเลือดมีเนื้อ มีลมหายใจที่สูดเข้าปอดได้เต็มอิ่มเช่นนี้ เธอจึงตั้งปณิธานกับตัวเองอย่างแน่วแน่และเด็ดขาดว่า เธอจะไม่มีทางยินยอมตายง่ายๆอย่างเด็ดขาด ใครจะยอมตายตามบทบาทโง่เขลาในนิยายกันเล่า ในเมื่อเธออุตส่าห์ได้ชีวิตใหม่มาทั้งที เธอจะต้องมีชีวิตรอด จะต้องได้กินของอร่อย จะต้องได้วิ่งเล่น และจะต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด! โชคดีเหลือเกินที่ชีวิตเก่าอันแสนน่าเบื่อของเธอนั้น ถูกใช้ไปกับการนอนอ่านนิยายออนไลน์นับร้อยนับพันเรื่องเพื่อฆ่าเวลา และนิยายเรื่องนี้ก็ดันเป็นเรื่องโปรดที่เธออ่านวนไปมาหลายรอบ เพราะอย่างนั้นเธอจึงจดจำรายละเอียดและเนื้อเรื่องทุกจุดได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็น ภายในห้องหอที่เงียบงัน หลินเยว่นั่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก นางถูมือทั้งสองข้างเข้าหากันไปมาเพื่อเรียกความอบอุ่นและลดความประหม่า ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังบานประตูไม้ตรงหน้า หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ ‘อีกไม่นานเขาจะเดินเข้ามาแล้ว..นายตัวร้ายจอมโรคจิตผู้นั้นใกล้จะเข้ามาแล้ว!’  นางพร่ำบอกตัวเองในใจ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า  ‘ห้ามร้องไห้เด็ดขาดนะหลินเยว่ ต่อให้กลัวจนฉี่ราดก็ต้องฉีกยิ้มเข้าไว้ ด้านได้อายอด ท่องไว้ๆรอยยิ้มคือเกราะป้องกัน ดาบจ่อคอก็ต้องยิ้ม’ ยังไม่ทันที่ดรุณีน้อยจะได้ตั้งตัวเตรียมใจให้พร้อมดี เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้นที่หน้าห้องก่อนที่... "ปัง!!" บานประตูไม้เนื้อดีถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น! เพราะเป็นเพียงอนุภรรยาที่ถูกบีบบังคับให้แต่งเข้ามาเพื่อย่ำยีเกียรติ นางจึงไม่ได้สวมชุดมงคลสีแดงสดใสอย่างที่เจ้าสาวควรจะได้สวม เป็นเพียงอาภรณ์สีชมพูอ่อนบางเบา อีกทั้งยังไม่มีพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ไม่มีงานเลี้ยงฉลอง ไม่มีเสียงมโหรีใดๆทั้งสิ้น เพราะท่านเว่ยกั๋วกงให้เหตุผลสั้นๆเพียงว่า  ‘เขารำคาญและเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะอยากเป็นเจ้าบ่าว’ ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ภายในห้องที่เคยมีเพียงกลิ่นกำยานหอมกรุ่น บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ บรรยากาศรอบตัวเขากดดันและหนักอึ้งจนทำเอาหลินเยว่แทบจะลืมวิธีการหายใจ เขาเดินตรงเข้ามาหานางด้วยจังหวะฝีเท้าที่มั่นคงและเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับเหยียบย่ำลงบนเส้นความอดทนของนาง ก่อนที่มือแกร่งจะกระชากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีบางเบาของนางออกไปให้พ้นทางอย่างไม่ไยดีราวกับเศษผ้าไร้ค่า วินาทีที่ผ้าคลุมหน้าหลุดออกหลินเยว่เผลอชะงักงัน นัยน์ตากลมโตสบประสานกับดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะแทบกรีดร้องออกมาในใจ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวสุดขีดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะรูปโฉมของนายตัวร้ายผู้นี้ต่างหาก! ‘สวรรค์! นี่มันหล่อทะลุคำบรรยายในนิยายไปร้อยเท่าพันเท่าเลยนี่นา!’ เรือนผมของเขาเป็นสีขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะ ปล่อยสยายเคลียคลอไปตามกรอบหน้าคมคายและลาดไหล่กว้าง มันเป็นสีขาวที่ดูงดงามและลึกลับจนทำให้นางไม่อาจละสายตาไปได้เลย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติ คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึก ทว่าดวงตาของเขากลับมืดมิดและเย็นชาจนน่าขนลุก บนชุดคลุมสีเข้มที่เขาสวมใส่อยู่มีร่องรอยของการสาดกระเซ็นของโลหิตสีแดงฉาน บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าก่อนที่จะเข้าห้องหอมา เขาเพิ่งจะไปสังหารใครบางคนมาอย่างแน่นอน เซียวอู๋จิ้วหรี่ตาแคบลง จ้องมองใบหน้างดงามที่ตื่นตระหนกของสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและเย็นชา "ข้าได้ยินเจ้ากรมอาญากล่าวอวดอ้างว่าเจ้างดงาม

Updated at

Read Preview
เกิดใหม่ครานี้ ขอไม่เป็นฮูหยินผู้แสนดีอีกต่อไป

เกิดใหม่ครานี้ ขอไม่เป็นฮูหยินผู้แสนดีอีกต่อไป

Reads

ถูกอดีตสามีวางยาให้เป็นหมัน นางจึงสลับพิษส่งคืนแล้วหย่าขาด! หอบเงินไปจ้างคุณชายเสเพลมาทำลูกตบหน้าคนเลว แต่ไฉนบุรุษที่นางว่าจ้างถึงกลายเป็นท่านอ๋องจอมแพรวพราวไปได้เล่า

Updated at

Read Preview
นางเอกนิยายเรื่องนี้ เหตุใดถึงเป็นบุรุษไปได้เล่า

นางเอกนิยายเรื่องนี้ เหตุใดถึงเป็นบุรุษไปได้เล่า

Reads

ไป๋ลั่วเฟยตั้งใจเป็นกามเทพตัวน้อย วางยาสหายรักกับพระรองผู้แสนดี แต่ไหงคนสวยถึงกลายเป็นบุรุษไปได้ แถมกงจื่อยังมาร่วมวงรังแกนางอีก แง นางแค่มาปูทางให้ไม่ได้อยากโดนจับกินเองนะโว้ย แต่ไม่เป็นไรแซ่บให้อภัย

Updated at

Read Preview
ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายอุ้มครรภ์ ที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อเด็ก

ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายอุ้มครรภ์ ที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อเด็ก

Reads

พอลืมตาก็ดันเป็นนางร้ายที่ท้องได้สองเดือน ความซวยคือเจ้าของร่างเดิมดันไปขืนใจสองวายร้ายเข้า ทั้งเจิ้นอ๋องและราชครูเผยต่างตามทวงคืนสิทธิ์ความเป็นพ่อของเด็กในครรภ์ แล้วใครคือบิดาตัวจริงกันเล่า

Updated at

Read Preview
เป็นภรรยาตัวร้ายมันเหนื่อย ขอไปใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยดีกว่า

เป็นภรรยาตัวร้ายมันเหนื่อย ขอไปใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยดีกว่า

Reads

เสียงประทัดและเสียงดนตรีมงคลดังอึกทึกกึกก้องไปทั่วทั้งจวนสกุลลู่ ขบวนสินสอดสีแดงสดถูกวางเรียงรายยาวเหยียด แขกเหรื่อมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับสกุลลู่ ขุนนางเล็กๆในแถบชนบทที่กำลังจะเกี่ยวดองกับติ้งกั๋วกง ขุนนางใหญ่ผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก เสียงหัวเราะและคำสรรเสริญเยินยอดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าท่ามกลางความปีติยินดีของคนทั้งจวน กลับมีเพียงผู้เดียวที่หน้าดำคร่ำเครียด..นั่นคือลู่เจินเจิน เจ้าสาวของงานในวันนี้นั่นเอง นางไม่ได้รู้สึกยินดีกับงานแต่งครั้งนี้เลยสักนิด ลู่เจินเจินพยายามปฏิเสธไปแล้ว ปฏิเสธไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านย่ากลับไม่คิดจะยอมรับฟังคำคัดค้านนั้นเลย เหตุผลก็เพราะอีกฝ่ายคือตระกูลกู้ที่แสนยิ่งใหญ่ หากไม่ใช่เพราะสัญญาหมั้นหมายเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มีหรือที่ตระกูลขุนนางปลายแถวอย่างพวกนางจะมีหน้ามีตาได้แต่งงานกับคนระดับนั้น "คุณหนูเจ้าคะ ให้บ่าวช่วยเปลี่ยนปิ่นปักผมนะเจ้าคะ จะได้ขยับตัวสะดวกขึ้น"  ชุนเถา..สาวใช้คนสนิทเอ่ยพรางส่งปิ่นระย้าให้แม่นมหลี่ช่วยประดับลงบนเรือนผมของเจินเจิน มือเรียวของลู่เจินเจินภายใต้แขนเสื้อสีแดงมงคลกำเข้าหากันแน่น นางกำลังชั่งใจอย่างหนัก..หนีออกไปตอนนี้เลยดีไหมนะ ชีวิตหลังแต่งงานมันไม่ได้ต่างอะไรจากการกระโดดลงนรกเลยสักนิด ที่นางรู้ดีขนาดนี้ ก็เพราะเธอคือคนที่ทะลุมิติเข้ามาสวมร่างของลู่เจินเจินในนิยายที่ตัวเองเคยอ่านน่ะสิ ติ้งกั๋วกงกู้ฉางซือว่าที่สามีของนางคือตัวร้ายของเรื่อง เขาทั้งโหดเหี้ยม เจ้าเล่ห์ และที่สำคัญ..เขาไม่เคยสนใจลู่เจินเจินเลยแม้แต่นิดเดียว ในหัวใจของเขามีเพียงเจียงรั่วเวย นางเอกของเรื่องเท่านั้น เขาหลงรักนางเอกจนยอมทำเรื่องชั่วช้าสารพัดเพื่อแย่งชิงนางมาจากพระเอก ในเมื่อล่วงรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีแต่ความทุกข์ตรมและจุดจบอันน่าอนาถ แล้วใครมันจะอยากก้าวเท้าเข้าจวนกั๋วกงกันเล่า แอ๊ด.. เสียงประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงชราที่เดินเข้ามา ท่านย่าโบกมือเบาๆเป็นเชิงสั่งให้สาวใช้และแม่นมออกไปให้หมด หญิงชราเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลามากอบกุมมือของหลานสาวสุดที่รักเอาไว้ "เจินเจิน..ย่ารู้ว่าการบังคับให้เจ้าแต่งงานปุบปับเช่นนี้คงทำให้เจ้าตกใจไม่น้อย"  น้ำเสียงของท่านย่าสั่นเครือเล็กน้อย  "แต่ถึงอย่างไรจวนตระกูลกู้ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าที่นี่ อย่างน้อยก่อนที่ย่าจะตายจาก..ย่าก็อยากเห็นหลานแต่งงานออกไปเป็นฝั่งเป็นฝาเสียก่อน ย่าถึงจะตายตาหลับ" ลู่เจินเจินเงยหน้ามองผู้เป็นย่าก่อนจะทอดถอนใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าหญิงชราผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายเลย ตามเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย อีกไม่กี่เดือนท่านย่าก็จะเสียชีวิตจากโรคร้าย และหลังจากนั้นจวนสกุลลู่ก็จะถึงคราวล่มสลาย เพราะท่านอารองของนางติดการพนันอย่างหนักจนถึงขั้นเอาจวนไปจำนำ..หากนางไม่แต่งงานออกไปในวันนี้ มีหวังคงถูกท่านอาขายเข้าซ่องโสเภณีเพื่อใช้หนี้พนันเป็นแน่ เมื่อหักลบกลบหนี้ดูแล้ว เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแต่งงานออกไปตั้งหลักที่จวนนั้น แล้วค่อยหาทางเอาตัวรอดหนีไปทีหลัง "หลานทราบแล้วเจ้าค่ะท่านย่า"  เจินเจินตอบรับเสียงแผ่ว หญิงชรายกยิ้มอย่างโล่งใจก่อนจะลูบผมหลานสาวด้วยความเอ็นดู เป็นเวลาเดียวกันกับที่เสียงกลองด้านนอกดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าขบวนของเจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาวแล้ว ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดถูกทิ้งตัวลงมาปิดบังใบหน้างดงาม "ไม่เป็นไรนะเจ้าคะคุณหนู บ่าวจะอยู่ข้างๆคุณหนูเสมอ"  ชุนเถากระซิบเบาๆ คำกล่าวนั้นทำให้ลู่เจินเจินลอบยิ้มออกมาได้บ้าง อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ เมื่อเดินออกมาถึงหน้าจวน ผู้ที่นั่งสง่างามอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่กลับไม่ใช่กู้ฉางซือ แต่เป็น อ้านซู่องครักษ์คนสนิทของเขาแทน "เรียนคุณหนูลู่ ท่านกั๋วกงร่างกายไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงให้ข้าน้อยมารับเจ้าสาวแทนขอรับ"  อ้านซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ลู่เจินเจินภายใต้ผ้าคลุมหน้าแค่นหัวเราะในใจ ป่วยงั้นรึ ดูก็รู้ว่าเขาไม่คิดจะยินดียอมรับนางเป็นฮูหยินต่างหาก! แต่ช่างเถิด..ในเมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ต้องแต่งเข้าจวนกั๋วกงอยู่ดี ร่างบางก้าวขึ้นไปนั่งในเกี้ยวเจ้าสาวอย่างว่าง่าย ก่อนที่ขบวนสีแดงยาวเหยียดจะมุ่งหน้าสู่จวนติ้งกั๋วกง พิธีกราบไหว้ฟ้าดินเริ่มต้นขึ้น..และแน่นอนว่านางไม่เห็นแม้แต่เงาของว่าที่สามี มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่ากู้เท่านั้นที่ยื่นมือมากุมมือนางไว้ พร้อมกับกล่าวคำอวยพรด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น เมื่อสิ้นสุดพิธีการอันน่าอึดอัด ลู่เจินเจินก็ถูกส่งตัวเข้ามาในห้องหอทันที เมื่อประตูห้องหอปิดลงและเหลือเพียงเธอกับสาวใช้ เจินเจินก็ไม่รอช้า นางยกมือขึ้นดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกโยนทิ้งไปด้านข้างทันที "ชุนเถาช่วยข้าเอาเครื่องประดับบนศีรษะพวกนี้ออกหน่อยสิ ข้าหนักจนคอจะหักอยู่แล้ว อยากจะนอนเต็มแก่" ชุนเถารีบถลันเข้ามาช่วยปลดปิ่นทองคำและมงกุฎไข่มุกออกด้วยความตกใจ  "คะ..คุณหนู จะไม่รอให้ท่านกั๋วกงเข้ามาก่อนหรือเจ้าคะ" "เขาไม่มาหรอก งานแต่งนี้เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจนัก..เขาจะมาทำไม"  เจินเจินตอบอย่างไม่ใส่ใจ ชุนเถาเงียบไปพักหนึ่งเมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยของคุณหนู ก่อนจะค้อมตัวลง  "เช่นนั้น..บ่าวขอตัวไปจัดเตรียมน้ำอุ่นในอ่างให้คุณหนูอาบน้ำก่อนนะเจ้าคะ" เมื่ออยู่คนเดียว ลู่เจินเจินก็จัดการถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่ปักดิ้นทองอย่างประณีตออก นางเดินทางรอนแรมมาทั้งวันแถมยังต้องทนหนักหัวมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้อยากจะรีบทิ้งตัวลงนอนเต็มแก่ เพราะพรุ่งนี้คงมีเรื่องวุ่นวายในจวนรอให้รับมืออีกเพียบ นางเดินไปที่โต๊ะกลางห้อง รินสุรามงคลดื่มรวดเดียวหมดจอก ซ้ำยังหยิบขนมมงคลเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆอย่างไม่คิดจะเหลือรอเจ้าบ่าว หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว นางจึงเดินเข้าไปหลังฉากกั้นในห้องอาบน้ำ ถอดชุดที่เหลือออกจนหมด แล้วก้าวลงไปแช่ในอ่างน้ำอุ่นจัดที่โรยด้วยกลิ่นหอมของกลีบกุหลาบ ความเหนื่อยล้าคลายลงไปเปลาะหนึ่ง "ชุนเถา..ข้าอยากดื่มสุราอีกหน่อย ไปเอามาเพิ่มให้ข้าที"  นางตะโกนบอกสาวใช้ ชุนเถาที่ยืนอยู่หน้าฉากกั้นรับคำเบาๆ ก่อนจะเร่ง

Updated at

Read Preview

Navigate with selected cookies

Dear Reader, we use the permissions associated with cookies to keep our website running smoothly and to provide you with personalized content that better meets your needs and ensure the best reading experience. At any time, you can change your permissions for the cookie settings below.

If you would like to learn more about our Cookie, you can click on Privacy Policy.